Monday, January 3, 2011

01.01.11







































Happy New year 2011

ขอให้มีความสุขตลอดทั้งปีนี้และปีต่อๆไปนะคับ สุขภาพร่างกายแข็งแรง ร่ำรวยเงินทอง สวยๆ หล่อๆ กันทุกคนนะคับ สวัสดีปีใหม่คับ

Saturday, December 25, 2010

มื้อเย็นของวันที่อบอุ่น


09:34

ลุกขึ้นจากเตียงด้วยสภาพไม่สมประกอบเท่าไร หลังจากเมื่อคืนก่อนมี staff party ที่ร้าน กลับกันเกือบเช้า เลยนอนพัักกันข้ามวัน เป็นประจำทุกปีที่ใกล้จะปีใหม่ก็มีการเลี้ยงฉลองให้ความสำเร็จของร้านและฉลองให้กับความเหนื่อดเหนื่อยกันมาทั้งปี ทางเจ้าของก็ตอบแทนเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ ก็คงเหมือนกันทั่วทั้งโลก ที่ถึงปลายปีก็แลกเปลี่ยนความสุขกันและขอบคุณกับการทำงานด้วยกันมาตลอดปี และหลังจากการเลี้ยงฉลองทางร้านก็จะให้หยุด 2 วันช่วงคริสต์มาส บางร้าน บางบริษัท ก็หยุดกันเป็นอาทิตย์ เป็นช่วงที่พนักงานที่ทำงานต่างรอคอยที่จะมอบความสุขให้กับตัวเอง บางคนใช้เวลาช่วงนี้พาตัวเองไปที่ตัวเองอย่างไปมานานแต่ไม่มีเวลา บางคนแอบไปเดินดูของที่อยากได้และฉวยโอกาสซื้อให้ตัวเองโดยให้เหตุผลสนับสนุนกับตัวเองว่า เป็นของขวัญให้ตัวเองของปีนี้ (ทั้งๆก่อนหน้านี้ก็ซื้อมาเยอะและ แต่ก็ไม่นับ 5555 ) เป็นเทศกาลของความสุขจิงๆ

10:09

เช้าวันคริสต์มาสนี้บรรยากาศในลอนดอนมันชั่งเงียบเหงา ไม่ได้ยินแม้กระทั้งเสียงเด็กวิ่งเล่น ทุกๆปีในวันคริสมาส การจราจร การขนส่ง ร้านค้า หยุดให้บริการ ไม่มีแม้กระทั้งคนเดินตามท่องถนน พนักงานที่ให้บริการกับลูกค้ากันมาทั่งปีก็ได้กลับมาเป็นลูกๆที่ดีอีกครั้ง ได้กลับมาอยู่กับที่บ้าน อยุ่กับครอบครัวคงเป็นวันที่ลูกๆหลานๆมาร่วมตัวกัน แลกเปลี่ยนความเป็นไปหลังจากแยกย้ายกันไปทำงานหรือมีครอบครัว มือเย็นของวันคริสต์มาส คงเป็นมื้อที่อบอุ่น และบรรยากาศที่เป็นกันเอง ในเมื่อปีที่แล้วบ้านหลังที่เราอยู่ก็คึกคลื้นไม่แพ้กัน พี่ป๋อมกับพี่ติ้ง พี่ที่น่ารักของบ้านลงมือทำสุกี้หม้อโต เรียกว่าเป็นอาหารประจำคนไทยไปแล้วก็ได้ ถ้าฝรั่งเค้ามีไก่งวงในวันคริสมาส คนไทยก็มีสุกี้นี้ละ อร่อยไม่แพ้กัน บรรยากาศของปีที่แล้วสนุกสนาน และเต็มไปด้วยความสุขจิงๆ เริ่มกันตั้งแต่ตอนบ่ายกว่าจะได้เข้านอน ก็เกือบเช้า

ผิดจากปีนี้จิงๆ หลังจากพี่เค้าเรียนจบ พี่ๆเค้าก็กลับไทยแบบถาวร มีน้องหน้าใหม่เข้ามาวนเวียนกับบ้านหลังนี้ ความสนิทสนมก็ไม่ได้มากมายนัก ช่วงวันคริสต์มาส น้องโอ๋ กับ เล็ก พี่น้องที่มาแทนที่พี่ป๋อมกับพี่ติ๋งก็ไปเที่ยวกับครอบครัว แม่ของน้องๆมาเยี่ยมและไปเที่ยวต่างจังหวัด ส่วนพี่หมอต้นห้องข้างๆ กลับไปเที่ยวเมืองไทย 2 อาทิตย์ ปล่อยให้ เรา และ เอก เพื่อนข้างห้อง อยุ่บ้านแบบเงียบๆ ถึงกับเงียบมาก " เอก " เพื่อนข้างห้องเป็นหมอเกี่ยวกับโรคประสาท เป็นรุ่นน้องของหมอต้น เค้าเป็นคนเงียบๆ พูดน้อย แต่ยิ้มเก่ง เข้านอนเร็ว ตื่นเช้า ขยัน ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกถึงคนดีๆ คนหนึ่งที่เค้าเป็นกันก็ได้
ทุกอย่างที่ให้นิยามของเอกไป มันตรงกันข้ามกับเราหมดเลย 5555

14:18

สายตามองออกไปนอกหน้าต่างมือก็จับช้อนพร้อมกับฟองน้ำ ล้างคราบสกปรกออกจากช้อนและจาน มันเป็นอาหารมือแรกของวัน เวลาบ่ายสองโมง ข้างนอกเงียบเหงา ท้องฟ้าเป็นสีเทาตามเอกลักษณ์ของลอนดอน ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น อากาศข้างนอก 0 องศา แต่อากาศในใจเรามันติดลบและเลยจุดเหยือกแข็งไปละ ความเหงามันถึงจุดอิ่มตัว แต่เพียงแค่ว่าไม่กลั่นกรองและหยดลงมาเป็นน้ำตาเท่านั้นเอง เสียงเครื่องซักผ้าพยายามส่งเสียงเรียกร้องความสนใจ ว่า " กูยังอยู่เป็นเพื่อนมึงนะ อย่างน้อยกูก็ยังซักผ้าให้มึงอยู่เนี้ย " เราคิดในใจว่ามึงคงอยู่เป็นเพื่อนกูอีกนาน เพราะผ้าที่ยังไม่ซักยังมีอีกเยอะ 555

แสงไฟเหนือประตูของห้องเอกติดให้รู้ว่าเอกยังอยู่ตรงนี้ แต่ก็อีกละอยู่กันมาหลายเดือนคุยกันไม่เกินสิบคำ เวลาจะเจอกันยังไม่ค่อยเจอเลย ยังว่าเวลาของคนดีๆมันไม่ตรงกับเราอยุ่ละ มีข้อความหลายข้อความส่งมาอวยพร Merry Christmas กันตั้งแต่เช้า ปลุกเป็นระยะ ยิ้มทั้งหลับๆเลย อย่างน้อยก็แอบดีใจที่มีคนคิดถึงเราในช่วงเวลาที่ไม่มีใคร(อยู่บ้าน) เพื่อนๆหลายคนชวนไปpartyที่บ้าน แต่ต้องไปค้างตั้งแต่วันที่24 เพราะมันจะไม่มีรถกลับวันที่25 กลับอีกที่26 เลย เราไม่อยากไปนอนค้างหลายคืน เราตัดสินใจอยู่บ้านเงียบๆ นั่งทำ portfolio อยุ่บ้านดีกว่า บางก็อ่านหนังสือ ใช้เวลาช่วงนี้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด การที่จะเป็นคนดีๆกับเค้ามันก็ไม่ยากนะ ง่ายๆก้แค่ชนะใจตัวเองเท่านั้นเอง


17:39

อาหารมื้อเย็นของวันคริสต์มาสปีนี้ คงมีแค่เรากับเสียงเครื่องซักผ้าและแสงไฟห้องเอก แค่นี้ก็พอเพียงและเพียงพอละ

Merry Christmas ครับ



Monday, September 13, 2010

ถึงเวลาเดินทาง


หลังจากไม่ได้อัพบล๊อคมาเป็นเวลาหลายเดือน เข้ามาเก็บความสะอาด ทาสีบ้านใหม่ ทำให้บล๊อคมีชีวิตชีวาขึ้น ทำให้แขกไปใครมาจะได้รู้ว่าเจ้าของบล๊อคไม่ได้ละทิ้ง หนีหายไปไหน ยังเก็บเรื่องราวดีๆ ความรู้สึกดีๆ จับมาบรรจุเป็นตัวหนังสือ อ่านง่ายๆสไตล์สารพัดอิงแบบนี้

อีกแค่เดือนเดียวเท่านั้น เราก็จะได้กลับเมืองไทยไปเยี่ยมที่บ้านและเพื่อนๆ หลังจากไมไ่ด้เจอหน้ากันมาเกือบจะ2ปี plan ต่างๆ ก็งอกออกมาแบบไม่มีระบบกลั่นกรอง ทั้งที่เวลาที่อยู่ที่ไทยแค่3อาทิตย์ อันไหนอยากทำก่อนบ้าง เริ่มลิส ออกมาเป็นหน้าๆกระดาษ อะไรที่ต้องทำ อะไรที่ต้องไป อะไรที่ต้องเที่ยวและอะไรที่จะต้องไปกิน!!!

ที่เที่ยวต่างๆในไทยเริ่มผุดขึ้นมาในหัวเหมือนมันทุกฝั่งเป็นเมล็ดไว้จนวันนี้มันได้น้ำเลยเริ่มงอก
สมุย ภูเก็ต เชียงใหม่ ผับแถวทองหล่อ ไหว้พระ อาหารญี่ปุ่น ขนมหวาน เสม็ด บ้านเพื่อน หัวหิน
โอ็ยยยยย แล้วที่ไหนดีน้าาาาาา

การค้นหาข้อมูลจึงเกิดขึ้น เมื่อวันก่อน น้องที่ทำงานด้วยกันที่ร้านอาหาร ถึงเวลาต้องกลับไทยก็จากลากันแบบซึ้งๆ บ้านของศศิอยู่ภูเก็ตก่อนเธอกลับ เธอทิ้งท้ายไว้น่าสนใจว่า พี่มาเที่ยวภูเก็ตน่าาาา เดี่ยวจะพาไปกิน อาหารทะเลรสเด็ด และจะพาไปเที่ยวแบบคนพื้นที่เค้าเที่ยวกัน โอ้ยย ฟังแล้วอยากจะแพ็คกระเป๋าตาม ศศิ ไปกิน ปู(น) ให้ร้อนท้องเลยทีเดียว นี้ก็เป็นข้อมูลชั้นดีอีกที่ ที่เข้ามางอกอยู่ในหัว
ทุกวันนี้ิก็เฝ้าแต่รอ ให้ถึงวันที่ได้กลับไปเหยียบแผ่นดินสยาม จะได้เที่ยวในสไตล์ไทยๆ อยากจะกินอะไรแบบไทยๆ อย่างน้อยก็กลับไปชาร์ตพลัง ได้ไปอยุ่กับครอบครัว ได้กินอาหารฝีมือแม่ ได้หัวเราะกับหลานๆ แค่นี้ก็มีพลังที่จะสู้ และตามหาฝันกันต่อไป

ขนของฝากกลับเป็นกระเป๋า เพื่อจะเอาความสุขกลับไปแจกคนที่ไทย แทนการหายหน้าหายตาไป
และตอนขากลับเราก็เตรียมขนความรัก ความรู้สึกดีๆ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ที่เค้ามีให้จับใส่ให้เต็มกระเป๋า
หวังว่า น้ำหนักคงไม่เกิน30กิโลนะ



Thursday, February 4, 2010

พักผ่อนตามอัธยาศัย



คำเตือน คนที่เป็นโรคเบาหวาน ไม่ควรบริโภคเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ


เข้าเดือนกุมภา กับวันแห่งความรักก็คงมีหลายคนตั้งตารอ และอีกหลายคนที่ไม่อยากให้มาถึง เดือนแห่งความรัก เดือนที่มนุษย์บนโลกนิยมแสดงออกด้านความรักกันมากที่สุด เราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่นิยมแสดงออก(นอกหน้า)ในวันพิเศษในเดือนที่พิเศษและกับคนที่พิเศษ ??? หลายคนคงอยากจะเป็นคนพิเศษ เราก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่อยากจะเป็น การที่จะเป็นคนที่พิเศษของใครคนหนึ่ง มันยากไม่แพ้กับการรักษาความพิเศษให้อยู่กับเราได้นานๆ หลายคนรักษาได้ หลายคนรักษาไม่ได้ และอีกหลายคนรับไม่ได้ที่จะกลับมาเป็นคนธรรมดาในสายตาของคนที่พิเศษ

หลังจากไม่ได้อัพบล๊อคมาหลายเดือน พบเจอเรื่องราวมากมายในระหว่างที่ไม่ได้พิมพ์และถ่ายทอดมาเป็นตัวหนังสือ วันนี้อารมณ์ดีหลังจาก คาริล ยิบราน เข้าฝัน ปราบดา เข้าสิง นิ้วกลม เข้า...... (เข้าอะไรดี) เข้าใจว่ามันไม่เกี่ยว 555 แค่อยากจะอ้างอิงเฉยๆ เห็นนักเขียนหลายคน นิยมเขียนถึงบุคคลสำคัญในวงการนักเขียนและมักนิยม เอาคำพูดที่กินใจของคนๆ นั้นมาใส่ลงในบทความของตัวเอง มันดูดีและมีราคาขึ้นไม่หยอก ก็เริ่มอยากจะทำบ้าง 555 ว่าแล้วเราก็เริ่มจาก

คาริล ยิบราน นักประพันธ์เจ้าของรางวัลโนเบล กล่าวว่า

Beauty is not in the face: beauty is a light in the heart.

ความงามมิได้ปรากฎบนใบหน้า ความงามคือแสงสว่างในดวงใจ

วิลเลียม เช็กสเปียร์ นักประพันธ์เอกของโลก กล่าวว่า

Love looks not with the eyes but with the mind: And therefore is winged Cupid painted blind.

ความรักไม่ได้ดูด้วยดวงตา แต่ดูได้ดวงใจ นั้นเองที่กามเทพยังยิงศรรักให้กับคนตาบอด

เพลโต นักปราชญ์กรีก อาจารย์ของอริสโตเติล กล่าวว่า

At the touch of love, everyone becomes a poet.

เมื่อได้สัมผัสแห่งรัก ทุกคนจะกลายเป็นกวี

วิกเตอร์ ฮูโก นักประพันธ์ชื่อก้องโลก กล่าวว่า

The supreme happiness of life is the conviction that we are loved.

ความเปี่ยมสุขที่สุดในชีวิตก็คือการติดสินว่าเราถูกรัก

อริสโตเติล นักปราชญ์ชากกรีก กล่าวว่า

Love is composed of a single soul inhibiting two bodies.

รักคือหนึ่งวิญญาณที่แบ่งอยู่ในสองร่าง

มหาตมะ คานธี วีรบุรุษของอินเดีย กล่าวว่า

Where there is love there is life.

ที่ใดมีความรัก ที่นั้นมีชีวิต

สารพัดอิง นักรบในเรื่องของความรัก กล่าวว่า

Snow is white

Your eyes are bright

My heart is light

You are the one that I like

หิมะเป็นสีขาว ดวงตาของเธอก็สุกสดใส
หัวใจของฉันก็เต็มไปด้วยแสงสว่าง
คุณก็คือคนเดียวที่ฉันปรารถนา


( เชิญอ้วกได้ตามอัธยาศัย )

เมืื่อหลายวันก่อนพี่อ้อ (พี่เชฟที่ร้านที่ทำงาน)หอบเรื่องราวน่ารักมีทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตามาเต็มกระเป๋า พี่อ้อเข้างานตามปกติทุกวัน พร้อมทั้งน้าพิณ (เชฟอีกคนหนึ่ง) บรรยากาศในครัวก็คึกคัก เป็นไปอย่างนี้เกือบทุกวัน การทำงานพร้อมทั้งเรื่องพูดคุยปัญหาส่วนตัวและส่วนร่วม เรื่องที่ไปเจอมาในแต่ละวัน แลกเปลี่ยนกันไป สลับกับการออกออเดอร์ของลูกค้า ช่วงไหนยุ่งหน่อย การพูดคุยก็จะเงียบหาย ปล่อยให้กะทะและเตาหลิวส่งเสียงพูดคุย ออกความเห็นบ้างหลังจากเป็นผู้รับฟังมานาน บางเรื่องก็ดุดันเผ็ดร้อน บางเรื่องมีปัญหาชีวิตก็ออกแนวขมๆ บางวันเรื่องของความรัก ก็จะหวานซะจนเลี้ยน ชีวิตคนเราก็ไมไ่ด้ปรุงมาแค่รสชาติเดียว ต้องมีดิบมีสุขก็ว่ากันไป ไม่มีความอร่อยอยู่บนโลกใบนี้มีแต่ว่าเราพอใจที่จะกินรสไหนแค่นั้น
สิ้นเสียงกระทบของกะทะกับเตาหลิว เสียงของพี่อ้อก็เริ่มต้น "เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า "

( บรรยากาศฤดูหนาว ณ สวนสาธารณะ )
Down hill park , Turnpike Lane , London

หลังจากที่ต้องกลับบ้านและต้องเดินผ่านสวนสาธารณะนี้ทุกวัน พี่ก็เพิ่งสังเกตุเห็นเก้าอี้ไม้ที่นั่งในสวนสาธารณะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว และดูจากเนื้อไม้แล้ว ค่อนข้างจะใหม่กว่าตัวอื่นๆ นอกจากนั้นบนเก้าอี้ก็มีช่อดอกไม้ที่เพิ่งจะแห้งเฉาไปไม่นาน บนผนักพิงมีกระดาษเขียนข้อความต่างๆไว้หนึ่งหน้ากระดาษเต็มๆ เคลือบพลาสติกกันแดดฝนไว้ไม่ให้ตัวอักษรนั้นจากหายไป เดินผ่านอยู่หลายวันจนวันหนึ่งอดใจไม่ไหว อยากรู้ข้อความในกระดาษเขียนไว้ยังไงจึงเดินเข้าไปอ่าน ก็พบว่าเนื้อหาในกระดาษ คือ ชายคนหนึ่งผู้ที่เป็นสามี เขียนถึงภรรยาที่ชื่อ "แซนด้า"ที่สุญเสียไปเมือ 5 ปีที่แล้ว บอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงที่ภรรยาไม่อยู่ ว่าลูกสาว "เอ็มมา" ได้เพิ่งแต่งงานไป และเล่าให้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัว และบอกตลอดเวลาว่าอยากให้มาอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญๆด้วยกัน และข้อความที่บอกรักตลอดเวลา ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ตอนนี้เข้าปี 2010 ระยะเวลาผ่านไป 5 ปี ความรักของผู้ชายคนหนึ่งและลูกๆที่มีแต่ แซนด้า ไม่ได้น้อยลงไปเลย บนเก้าอี้ได้ติดป้ายสลักข้อความไว้จาลึกและระลึกถึงว่า

In loving memory of Sandra Croucher
Who spent many a happy hour in this park

29.10.46 - 9.11.05

เป็นธรรมเนียมของคนผู้ดีอังกฤษที่คนที่รักชอบมาใช้เวลากับสวนสาธารณะและผูกพันธ์กับครอบครัวเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ถึงเวลาที่ตัวเองไม่อยู่คนที่รักก็มักจะแสดงความรักและอาลัยไว้กับเก้าอี้ไม้ คงไม่ได้เป็นจดหมายฉบับแรกที่เขียนถึง แซนด้า และคงไม่ใช่ช่อดอกไม้ช่อสุดท้ายที่จะวางไว้เพื่อมอบให้ในช่วงวันสำคัญ ช่อดอกไม้ที่แห้งเฉา ตัวอักษรที่ลบเลื่อน เนื้อไม้ที่เริ่มจะซีดจาง แต่ความรักของชายหนุ่มคนหนึ่งไม่ได้เลื่อนหายไปเลย






เก้าอี้หลายๆตัว ในทุกๆทีในสวนสาธารณะมันไม่ได้มีไว้เพื่อแค่ พักผ่อนตามอัธยาศัย แต่มันมีไว้เพื่อพักหัวใจของใครบางคน

อาลัยแด่ Sandra Croucher
ขอบคุณ พี่อ้อที่นำเรื่องและภาพดีๆมาเล่าสู่กันฟัง


Saturday, October 3, 2009

100%


ให้เต็มร้อยกับงานดีๆ ที่เกิดขึ้นในลอนดอนอีกครั้ง ต้องบอกว่าบังเอิญจิงๆ ที่ผ่านไปร่วมงานโดยบังเอิญ เราต้องเดินทางไปทำงานทุกครั้ง เราจะต้องไปต่อรถที่ Earl's Court เพื่อจะต่อไปที่ High Street Kensington ช่วงเราออกจากสถานี เราก็มองไปเห็นป้าย ขนาดใหญ่ เขียนชืื่องานไว้ว่า " 100% Design London " เห็นชื่องานแล้วคุ้นๆ เหมือนเคยเจอกันในชาติปางก่อน เก็บเอามาคิดว่าเราเคยเจอกันในชาติปางไหน? ...ก็ได้คำตอบหลังครุ่นคิดอยู่หลายนาที

" art4d " นี้เอง ที่แนะนำให้เราได้รู้จัก
art4d เป็นนิตยสารดีๆ ที่มีในเมืองไทย และเป็นนิตสารที่เราชอบที่สุดที่เกี่ยวการออกแบบ ในเล่มมีเนื้อหาการออกแบบทุกแขนง ถ้าเปรียบ art4d ก็เหมือนกับเป็นประภาคารที่ค่อยมองดูคลื่นดีไซน์ลูกใหม่ๆที่พัดจากต่างประเทศและมันกำลังจะพัดเข้าฝั่งไทย และคอยเตือนให้ดีไซร์เนอร์ทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าได้เตรียมรับไม้รับมือ รอรับและตัั้งตัวได้ทัน

ถ้าความแรงของคลื่นมันแรงมากพอ มันอาจจะพัดเอากะลาที่ติดแน่นกับพื้นดินมาเนิ่นนานได้หลุดออก แล้วทำให้กบบางตัวได้พอมองเห็นโลกกว้างบ้าง


100% Design London ถ้าเปรียบกับงานที่มิลาน ก็ต้องบอกว่าคนละเรื่อง ขนาดของงานที่ ลอนดอนมีแค่อาคารเดียว เนื้อหางานไม่ได้ใหญ่โตลักษณะงานถ้าเปรียบกับบ้านเราก็คล้ายๆ กับงานสถาปนิกผสมกับงานดีไซน์ของกรมส่งเสริมการส่งออก แต่ต้องบอกเลยว่า 100% จิงๆมีแต่ของ ดีไซน์ งานเล็กแต่จัดได้มันมาก ส่วนใหญ่ผู้ที่แสดงงานมาจาก ดีไซน์เนอร์มาแสดงงานเอง งานหลายชิ้นเลยสดใหม่ แต่ก็มีผสมประปราย ที่เป็นรูปแบบบริษัทที่มานำเสนอวัสดุใหม่ๆ เอาไว้เป็นลูกเล่นในยามที่ดีไซน์เนอร์อยากจะเล่นอะไรมันๆในเนื้องาน




ค่าเข้าชมงานสำหรับนักเรียน 15 ปอนด์ และสำหรับคนทั่วไป 20 ปอนด์ ถือว่าแพงเอาเรื่องเหมือนกัน งานจัดเป็น3โซน โซนแรกเป็นโซนหลักมีเนื้อที่ใหญ่ที่สุด คืองานที่เกียวกับวัสดุจากบริษัทใหญ่ๆ และ งานของดีไซน์เนอร์ หรือถ้าเรียกแบบบ้านเราก็ พวก SME ธุระกิจขนาดย่อมๆๆ





อีกโซน เป็นโซนของ จักรยาน ดีไซร์ โซนนี้ไม่ใหญ่มาก แต่ที่เอามาโชว์ ก็แหล่มๆ ทุกคัน ต้องบอกว่าคนลอนดอนนิยมปั่นจักรยานมากกว่าการขี่มอร์เตอร์ไซค์ ทำให้นิยามคำว่าเด็กแว้นน หรือสาวสก๊อย ไม่แพร่หลายในเมืองผู้ดี เพราะตอนปั่นมันไม่มีเสียง แว้นนนน และคนซ้อนท้ายส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กเล็กๆ แต่นุ่งน้อยห่มน้อย เพราะตัวยังน้อยๆ กันอยู่



โซนสุดท้าย คือโซนดีไซร์เนอร์จิงๆ ที่เอางานมาขายกันแบบสดๆ ดิบๆ เป็นๆ สมองยังดิ้นๆ รอการปรุงรส กันเลย เค้าใช้พื้นที่ในส่วนลานจอดรถมาประยุกต์ใช้เป็นตลาดขายสมองแทน เดินเข้าไปในโซนนี้ถึงกับต้องอุดจมูกเพราะ เดินไปมีแต่ของสด กลิ่นคาวสมองคละคลุ้ง ร่างกายขาดของสดมานาน ก็กระหายของสดขึ้นมาทันที แต่น่าเสียดายที่ตลาดนี้ขายอาหารสมองน้อยไปหน่อย ใช้เวลาไม่นานก็เดินรอบ







เดินจนครบทุกโซน มีอาการแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ยักจะเห็น ดีไซน์เนอร์สัญชาติไทย เชื่อไทยเลยแม้แต่คนเดียว คนเอเชีย มีแต่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ทำไมคนไทยไม่มาแสดงฝีมือให้ชาวเมืองผู้ดีเค้าได้รับรู้ แต่ตอนไปที่มิลานกลับเจอ ดีไซน์เนอร์ไทยตั้งหลายคน และเราได้มีโอกาสไปพูดคุย ที่มาที่ไปของการมาแสดงงานในต่างแดน และทราบถึงที่มาว่า ต้องส่งผลงานมาให้ทางคณะจัดงานที่มิลาน และเค้าจะคัดเลือก ถ้าได้คัดเลือกไปแสดง ทางฝั่งรัฐ ก็เป็นสปอร์ตเซอร์บางส่วน ออกค่าใช้จ่ายให้ ก็คือกรมส่งเสริมการส่งออก แต่ไม่ทั้งหมด แต่ข้อแม้หลัก คุณต้องมีการร่วมงานกับกรมส่งเสริมมาก่อน เช่นเคยอบรม หรือ ส่งงานเข้าประกวด อื่นๆ ถ้าไม่มีส่วนร่วมมาก่อน คุณต้องเป็นสปอร์ตเซอร์ตัวเองในการมาแสดง

คงไม่แตกต่างไรกับการแสดงงานในไทยหรือต่างแดน ปัญหาใหญ่คือเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ใช่เรื่องไอเดีย การแสดงงานหนึ่งครั้ง หรือการเอาไอเดียตัวเองมาอวดโฉมให้โลกได้รับรู้มันมีค่า มีค่าทั้งเรื่องเงินและ มีค่าในเรื่องของไอเดีย การเสี่ยงที่จะโดนก๊อปปี้ หรือ มีโอกาสที่จะขาดทุนเพราะไม่ถูกกับกลุ่มเป้าหมาย

ประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่องปากท้องมากกว่าเรื่องสวยงาม แต่การดีไซร์บางครั้งก็ไม่ต้องใช้เงิน??? ความสวยงามบางทีก็สำคัญกว่าปากท้อง ???

ยังไงก็แล้วแต่ก็อยากให้มีงานดีๆแบบนี้เกิดขึ้นที่ไทยบ้าง อันที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็อยากจะให้สานต่อกันไป อย่าเพิ่งยกเลิกไปซะก่อน เรายังเชื่อว่าโลกใบนี้ ยังต้องการ การออกแบบ

ย่างน้อย ขอให้ชื่องานว่า " 50% Design Bangkok " ก็ยังดี

Monday, September 21, 2009

อย่าเพิ่งกินนะเด็กดี


ขอต้อนรับเข้าสู่การทดลองที่เล่นกับประสาทรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์กับสิ่งที่ "ล่อใจ"ความอยาก แต่ขอรับรองว่าการทดลองนี้ น่ารักน่าชังเลยทีเดียว ไม่รอช้าไปดูกันเลยดีกว่า


Oh, The Temptation from Steve V on Vimeo.


ดูจบแล้วได้อะไรกับการทดลองนี้บ้าง ? ลองย้อนไปตอนที่คุณเป็นเด็ก คุณจะเป็นเด็กคนไหนกัน? เมื่อหลังเสียงปิดประตู

" ความซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ตัวเอง " เรารู้สึกว่ามันมีในตัวตนของมนุษย์ทุกๆคน แต่บางครั้งเราไม่ได้ถ่ายทอดมันออกมาแบบ " บริสุทธิ์ "


บางที marshmallow มันก็ไม่ได้มีไว้แค่สูดดม



ต้องขอบคุณ"น้องหนู" ที่ส่งคลิปวิดีโอสั้นๆ น่ารักๆ มาให้หายคิดถึง