Wednesday, May 13, 2009

หน้าที่ 9


  หาแรงบันดาลใจในสปาเก็ตตี้ (ต่อ)
  


        ถ้าเปรียบของดีไซน์ทุกอย่างบนโลกใบนี้ เป็นน้ำ มันไม่ต่างจากคนที่กระหายน้ำ รอคอยเพื่อที่จะทำให้ร่างกายมันกระชุ้มกระชวย  นักออกแบบมักจะเสพและติดกับของดีไซน์   ขาดไม่ได้ ยิ่งได้เห็น ยิ่งได้ดู ยิ่งได้ยิน ยิ่งได้ทำ จากการบริโภคน้ำเข้าไปมากๆ จากน้ำ มันจะกลายเป็นไฟ 

       งานมิลานแฟร์ จะมีทุกปี ช่วงเดือน ประมาณเมษา  ปีนี้จัดขึ้นวันที่ 22 -27 .04.09  สถานที่จัดงาน อยุ่ที่ Fiera Milano,Rho  อยู่นอกตัวเมืองมิลานไปประมาณ ครึ่งชม ถ้าเดิินทางโดย รถไฟ (Metro แต่ที่อังกฤษ เรียก Underground หรือมีแสลงว่า Tube)  สถานที่จัดงานยิ่งใหญ่และสวยงามสมคำล้ำลือ ถ้าเปรียบเทียบแล้วให้นึกภาพออก ก็คล้ายๆอิมแพ็คเมืองทองธานีบ้านเรา แต่ใหญ่กว่าประมาณ 3-4เท่าตัว ที่นี้มีฮอร์แสดงงานทั้งหมด 24  ฮอล์ แยกเป็นอาคารทั้งหมด 8 อาคาร แบ่งเป็น 2 ฝั่ง มีทางเดินที่เชื่อมอาคารอยู่ตรงกลาง มีความยาวเป็นกิโล ทางเดินเชื่อมมี2ชั้น  ชั้นด้านบน ปกคลุมไปด้วยหลังคากระจกใสออกแบบคล้ายๆเกลียวคลื้นที่คลุมยาวตลอดทางเดิน สวยเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล ขนาดถึงขั้นว่ากระต่ายบนดวงจันทร์ยังต้องหยุดตำข้าวชั่วขณะ ( เพราะคุณสามาถมองเห็นคำบอกเล่านี้ได้จาก Google Earth ) 






            ถ้าดูจากการแบ่งโซนของงาน โดยใช้สีเป็นตัวกำหนดว่าสีไหนเป็นโซนอะไร แยกเป็น สีแดง เป็นโซน Classico/Classic  มีอยู่ 4 ฮอล์ , สีน้ำเงิน เป็นโซน Design  มี 6 ฮอล์ , สีชมพู เป็นโซน Moderno/Modern  มี 4 ฮอล์ ,  สีเหลือง เป็นโซน Euroluce  มีิอยู่ 6 ฮอล์ และ ที่น่าสนใจมากๆ คือ สีเขียว มีแค่ 1 ฮอล์ เป็นฮอล์ที่เกี่ยวกับผลงานของนักออกแบบอิสระ  ที่นักออกแบบต้องส่งผลงานมาให้ทางคนจัดงานเลือกเข้ามาแสดงงาน  หลายงานสดและน่าสนใจ และไปพัฒนาต่อได้อีกมากมาย ซึ่งจะแตกต่างจากฮอล์ต่างๆที่มาจากรูปแบบบริษัท  ที่ความคิดมันสมบูรณ์และพร้อมขาย 







       งานมีจัดทั้งหมด 6 วัน เรามีโอกาสไปงานแค่ 2วัน จำนวนวันทั้งหมดที่เราอยู่ในอิตาลี คือ 4 คืน 5 วัน จำนวนวันที่เหลือเราก็ไปใช้เวลากับ Gallery และ Exhibitions ต่างๆในเมืองมิลาน หรือสถานที่สำคัญต่างๆ    Gaku หรือ เรียกง่ายๆว่า กากู  เป็นชื่อเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกัน  กากูไม่ได้จบด้านออกแบบใดๆทั้งสิ้น แต่มีความสนใจในของดีไซน์  กากูเป็นหนุ่มญี่ปุ่นที่มีใจรักในการเดินทาง ชอบเดินทาง และหาอะไรใหม่ๆเข้าตัวเสมอ  คนญี่ปุ่นเท่าที่เราสังเกตุและรู้สึกชื่นชมในความเป็นระบบระเบียบในด้านความคิด เป็นขั้นเป็นตอน สังเกตุได้จาการท่องเที่ยว การทำการบ้านมาอย่างดี ข้อมูลแน่น  โดยส่วนตัว เราจะทำการบ้านไประดับหนึ่งบางอย่างเราไปหาเอาข้างหน้า มันอาจจะเป็นนิสัยไม่ดีในการเดินทาง  แต่เรารู้สึกชอบและติดใจในอารมณ์ที่ต้องค้นหาและดิ้นรน และรู้ผลลับในสถานการณ์นั้นๆ     

        ทุกๆเช้าก่อนออกจากโรงแรม การเปิดแผนที่และวางแผนในการเดินทาง ว่าวันนี้เราจะไปไหน ที่ไหนเปิด ที่ไหนปิด ทำกันอย่างเป็นจิงเป็นจัง เพราะเวลาเรามีน้อย การจัดสรรเวลาเป็นสิ่งสำคัญ  เราเลือกที่จะไปเดินงาน 2 วัน คาดเดาอนาคตคร่าวๆ ว่าเดินยังไงก็ไม่ทั่ว เพราะโดยขนาดของพื้นที่กับเวลา และสิ่งที่สนใจ มันไม่เท่ากัน  การเดินดูแบบผ่านๆ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด  นอกจากบางชิ้นงานที่น่าสนใจจิงๆ ก็จะดูอย่างละเอียด













      บุทแสดงงานแต่ละบุทออกแบบได้สวยงามและที่สำคัญ ของที่เอามาโชว์ในงานนี้สิ สวยไม่แพ้กัน รุ้สึกได้เลยว่าการแข่งขันที่นี้สูงมากๆ  ช่วงระหว่างเดินดูงานเกิดความรุ้สึกว่า นี้คือศุนย์กลางของพายุดีไซน์ที่พัดสมองเราจนหัวหมุน เพราะหลายชิ้นคือต้นแบบ และอีกไม่นานหลายประเทศก็คงไปก๊อปปี้แบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ   
      พายุดีไซน์ลูกใหญ่ที่พัด หลังคากระจกเกลียวคลื้นให้แผ่รัศมีวงกว้างจากศุนย์กลางที่มิลาน  ขยายตัวไปเป็นระลอกคลื้น จาก ยุโรป สู่ ทวีป ต่างๆ ตามระยะเวลา เริ่มเทรนใหม่ที่นี้กว่าเกลียวคลื้นจะพัดไปถึง ก็ไปใหม่อีกที่ แต่คงเป็นเทรนที่เก่าไปแล้วจากจุดเริ่มต้น 



   


       ด้วยสมการที่ว่า เวลา2 วัน ลบจำนวนฮอร์ทั้งหมด คูณด้วยความน่าสนใจ เท่ากับ 
        ฮอร์ที่เดินได้ ทั้งหมด 10 ฮอร์ ในเวลา2 วัน  เหลืออีก 14 ฮอร์ที่ไม่ได้เดินไปดู!!!   

  ความพยามจนถึงที่สุด ถ้าเปรียบระยะทางที่เดินในงานทั้งหมด 2 วัน  หลายสิบกิโล (ถ้าไม่ติดว่าซื้อตั๋วเครื่องบินขากลับไว้แล้วนะ) คงเดินกลับใกล้ถึงลอนดอนละ  

     ของที่ระลึกที่ได้จากงานที่เราคิดว่ามีค่าสำหรับเราในอนาคตคือ โบชัวหรือเอกสารที่เกี่ยวกับชิ้นงานในแต่ละบุท  หลายคนเอาไปก๊อปปี้ แต่สำหรับเรา เราคิดว่า "นักออกแบบที่ดี ก็คือนักพัฒนาที่ดี " พัฒนาจากธรรมาชาติสู่สมองมนุษย์ หรือจากสมองมนุษย์สู่สมองด้วยกันเอง  แล้วแต่จะพัฒนาไปในด้านไหน  การชื่นชมชิ้นงาน หรือศิลปินนั้นๆ ก็จะมีอิทธิผลในงานที่ออกมา จากรุ่นสู่รุ่น  งานยุค 2000 อาจจะไปคล้ายหรือมีอิทธิผลมาจากยุค 70 - 80  แล้วแต่ นักพัฒนา 

     หลังจากห่างหายวงการออกแบบไปหายเดือน เนื่องจากมาเรียนภาษาก็ไม่ได้จับงานดีไซน์เลย การได้ไปกระตุ้นต่อมอยาก  ให้มันไม่หลับ และให้มันตื่น และลืมตาดูโลก ว่ามนุษย์พัฒนา กำลังคิดและทำอะไรกัน 

  
        บางที กระต่ายบนดวงจันทร์อาจจะไม่ได้ตำข้าวเพราะความหิว 
        แต่เพียงแค่ตำข้าวให้มันกลบเสียงที่ดังจากสมองที่มันขบกันของนักพัฒนา ก็เท่านั้นเอง   




ขอบคุณ  กากู  ทูน่า พี่ช้อง น้องการณ์  วิ    ที่ช่วยสร้างสรรความฝันที่สัมผัสได้  
ขอบคุณมากมาย   ทูน่าที่ค่อยช่วยเหลือเรื่องขอวิซ่าเชงเก้น  และแผนที่มิลาน ที่มีไว้เพื่อยึดเหนียวจิตใจ

Tuesday, May 5, 2009

เข็มกระดิก



  บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเข็มนาฬิกาที่บิกเบนเคยหยุดเดินบ้างไหม?



      "เวลาไม่เคยรอใคร" ประโยคทองที่ทุกคนรับรู้ดี  หลายคนใช้ชีวิตโดยที่ไม่ให้ความสำคัญกับเวลา เพราะหลายคนไม่ต้องการให้เวลาหยุดรอ แต่ผิดกับหลายคนที่จะพยายามเอาขาขวาล็อคเข็มวินาทีไว้ เอาขาซ้ายยันเข็มนาที และเอามือทั้งสองดันไม่ให้เข็มชั่วโมงกระดิก เหนี่ยวรั้งไม่ให้เวลาเดินหนีไปไหน หรือถ้าให้มันหยุดเดินไปได้ก็คงให้มันหยุดและตายลงที่วินาทีนี้เลย   เวลาไม่เคยสนใจว่าคนอื่นๆเค้าจะทำอะไรกัน  มันเดินหน้า มันไม่เคยรอใคร และมันก็ไม่มีเหตุผลต้องให้รอใครด้วย  ไม่มีบุคคลพิเศษคนไหน หรือมีค่ามีต่ำแหน่งใหญ่โตเท่าไร  ที่สำคัญพอที่จะให้เวลามาหยุดรอ  ทุกอย่างยังต้องเดินต่อไป  จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ จากผู้ใหญ่กลายเป็นคนชรา และท้ายที่สุด จากคนชรากลับกลายเป็นร่างที่ไร้ซึ่งลมหายใจ ในตอนนั้้นสารพัดเข็มก็ยังกระดิก

     ครบรอบเดือนที่4  ทุกอย่างที่นี้หมุนตามความเร็วเท่าที่เมืองไทย แต่ทำไมมันถึงผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน  มีหลายคนบอกว่ายิ่งเราอยู่กับความสุข เวลามันจะผ่านไปเร็ว น่าสงสารตัวเองตอนที่มีแต่ความทุกข์ เข็มวินาทีไม่แทบกระดิกเลย ไม่ใช่อยู่ที่นี้ไม่มีความทุกข์ ความลำบาก มันไม่แตกต่างจากที่เมืองไทย ทุกอย่างผสมปนกันไป ทั้งสุข ทั้งดิบ  เราหวังว่าเข็มนาฬิกาที่บิกเบน คงเดินตรง ไม่ช้าและไม่เร็วไปสำหรับเรา




     ช่วงที่ผ่านมามีเรื่องยุ่งๆเยอะแยะที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บางเรื่องเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่บางเรื่องก็สร้างมันขึ้นมาเอง ไม่สร้างก็ไม่ได้เพราะอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกับความฝันที่ฝันไว้ คงเหมือนกับหลายคนที่ก่อนออกเดินทางไปไหนซักที่ เราก็ต้องคิดไว้ก่อนว่า ไปถึงที่นั้นแล้วเราจะทำอะไรบ้างว่าไปเป็นข้อๆ 1. 2. 3. 4.  ว่าไป บางข้อมีโอกาสทำได้ก็ทำ บางข้อยังทำไม่ได้ก็หาโอกาสต่อๆไป บางข้อก็เหมือนความฝัน ทำได้ก็จะเก็บอยู่ในทำเนียบของความฝัน 

      ว่าแล้วก็เริ่มด้วยเรื่องที่จัดเก็บอยุ่ในทำเนียบของความฝันเรื่องที่หนึ่งเลยละกัน

 
    หาแรงบันดาลใจในสปาเก๊ตตี้    

 " I  Saloni Milano " หรือ ชื่อเต็มว่า" Salone Internazionale del Mobile " หรือ ชื่อที่คนไทยเรียกกัน " Milan Fair "   คนที่อยู่ในแวดวงการออกแบบภายในหรือเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ คงรู้จักดี เป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุด หลายแบนด์ดังเปิดตัวคอร์เล็คชั่นใหม่ๆ และงานนี้เป็นที่ศุนย์รวมของเหล่านักออกแบบจากทั่วทุกมุมโลก เป็นสัปดาห์สำคัญที่คนในวงการรอคอย  

  

 

    
                                                                         อ่านต่อหน้า 9 

                   

Monday, February 9, 2009

มหานคร 2 มิติ

      

       ผ่านไป 3 อาทิตย์ในชีวิตต่างแดน บอกตามตรงไม่รุ้จะเริ่มเรื่องยังไงให้มันดูสวยงามให้สมกับเป็นมหานครลอนดอน ในจิตนาการของใครหลายคน หรือจะเริ่มต้นยังไงให้มันสับสนวุ่นวายเหมือนกับหลายๆมหานครใหญ่ๆทั่วๆไปดี  เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตในแต่ละวันมันปรับเปลี่ยนและปรวนแปรไปตามอากาศ อารมณ์ สภาพแวดล้อม และผู้คน  
 
    ไม่ง่ายเลยที่จะเอาชีวิตที่เคยผูกติดกับอะไรนานๆหลายสิบปี แต่ตอนนี้ต้องเอาชีวิตที่ตัวเองคุ้นเคย จับมาล้างสมองและป้อนข้อมูลใหม่ๆ ป้อนภาษาใหม่ๆ ป้อนวัฒนธรรมใหม่ๆ ป้อนแผนที่ใหม่ๆ ป้อนค่าเงินใหม่ๆ ป้อนเพื่อนใหม่ๆ ป้อนอากาศใหม่ๆ ป้อนอาหารใหม่ๆ ป้อนสถาปัตยกรรมใหม่ๆ ป้อนเสียงใหม่ๆ ป้อนกุญแจใหม่ๆ ป้อนหิมะใหม่ๆ(ใหม่มาก) ป้อนบัตรใหม่ๆ ป้อนรหัสใหม่ๆ ป้อนพฤติกรรมใหม่ ป้อนความประทับใจใหม่ๆ ป้อนความเศร้าใหม่ๆ ป้อนความรักครั้งใหม่(?)                                                                      
                                                  และสุดท้าย  =  ป้อนชีวิตใหม่  

      มันไม่ง่ายเลย .... ย้ำว่ามันไม่ง่ายเลย สำหรับชีวิตใหม่ช่วงหนึ่ง  หลายคนคงเคยไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือใช้ชีวิตที่ ที่ไม่คุ้นเคยนานๆ คงเข้าใจและรุ้สึกไม่แตกต่างจากเรา หรืออาจหนักหนากว่าเราหลายเท่า     การปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลง มันเป็นสิ่งที่มนุษย์หลายคนหวาดกลัวที่สุด แต่หลายคนก็ค้นคว้ายและหลงใหลไปกับมัน
  
     เมื่อเปลี่ยนแปลงเยอะ ก็ต้องปรับตัวเยอะ วันแรกอากาศหนาวแค่ไหน วันนี้เรายังรุ้สึกหนาวเท่ากันไหม?  เรารู้สึกชินไปกับมันหรือยัง? หลายครั้งที่อยุ่ที่นี้ เกิดคำถามขึ้นมากมาย ตอบตวเองไม่เคยทันซะที หลายครั้งที่ตัวเองถามว่าตัวเรามาทำอะไรที่นี้ ???   

         .....................................................................................................................................

   มีคนเคยบอกและสอนเราว่า หลายครั้งที่ตั้งเป้าหมายอะไรไว้ และระหว่างทางที่เดินไปหามัน  เจอเรื่องให้เผลอ เรื่องสนุกหรือเรื่องเสียใจ จนต้องออกนอกลู่นอกทาง หรือเมื่อเจอทางแยก ที่ต้องให้ตัดสินใจ หลายคนสับสนว่าจะเดินไปทางไหนต่อดี  เพราะเดินทางมาไกลจนไม่เห็นจุดเริ่มต้น  ถึงตอนนั้นให้ย้อนกลับไปถาม คำถามแรกกับตัวเราเองว่า   " คุณกำลังจะไปไหน .... ทำอะไร ? " 

 
      ไม่แปลกใจเลยทำไมคำถามถึงได้เกิดขึ้นตลอดเวลา  เรากำลังสับสน และหลงทาง  อยู่นี้เอง  

   
       เขาหลายลูกที่ทางขึ้นสูงชั่นจนนักปีนเขาหลายคนท้ หลายคนถอย   เขาหลายต่อหลายลูกที่นักปีนเขา เอาธงขึ้นไปปัก ประกาศศักดาเหนืออุปสรรคอื่นใด และชมความงามของธรรมชาติอย่างที่ใครๆก็ไม่เคยเห็น มันคงสวยงามและหน้าหลงใหล  
   
                                                    " เราว่ายิ่งสูง ยิ่งหนาว ? "   

       
          


       เราเพิ่งเคยเห็นหิมะเป็นครั้งแรก อาจจะช้าไปถ้าหิมะมีอายุ   ถ้ามีชีวิต หิมะคงถือไม้เท้ารอทักทายไปเรื่อยๆ รอ ครั้งแรกของเขาและเธอ ที่มาเยี่ยมเยือนด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม 

       หิมะสวยงามตอนเธอกำลังร่ายรำอยู่บนอากาศ และสวยงามมากตอนที่เธอนอนนิ่งโพสท่ารอใครหลายคนมาถ่ายรูปด้วย   
 
       แต่เธอก็มีช่วงเวลาความงามที่สุดช่วงหนึ่ง ไม่แตกต่างอะไรกับสรรพสิ่งบนโลกใบนี้    หลังจากที่เธอเริ่มละลาย ตอนนั้นละ จากขาวกลายเป็นดำ ความงามมาพร้อมกับภาระ  หลายครั้งที่ในโลกเรา มีสองด้าน 


       รุ้งหลากสี    เป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติอีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่เป็นของขวัญของธรรมชาติ ที่ไว้ดูยามท้อ และยามสุข   หลังเส้นโค้งสารพัดสี พาดผ่านมุมหนึ่งไปอีีกมุมหนึ่ง    ก็มีช่วงอารมณ์ นึกคลื้มของฟ้าฝน   สวยแต่หนาว  งามแต่เปียก  

                                 ไม่มีสวยงาม แต่ไม่หนาวเปียก ในโลกใบนี้ 
 
 
  



                       

       

     

Tuesday, January 20, 2009

ความเดิมจากตอนที่แล้ว





ห่างหายจากการบอกเล่าความรู้สึก ความคิดตัวเองผ่านตัวหนังสือไปนาน ประมาณ 9 เดือนน่าจะได้มีเหตุการณ์ที่อยากจะบอกและอยากจะเล่าเยอะแยะมากมาย ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี เริ่มจากความเดิมของตอนที่แล้วๆ มาละกัน
กลับจากเชียงใหม่ช่วงสงกรานต์ ก็มาลุยงานขนาดหนัก มีภาระอันใหญ่หลวงกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง เริ่มจากการโดนโยกจากการนั่งอ๊อฟฟิคเย็นๆ มาอยู่หน้าไซร์งานร้อนๆ งานที่ได้รับมอบหมายคือการมาทำให้ลายเส้นในพิมพ์เขียวมีชีวิต ภารกิจนี้ไม่มีแค่เราคนเดียว มีเพื่อนๆ พี่ ๆ ที่อ๊อฟฟิค อีก8-9 ชีวิตที่มาร่วมทุกข์ร่วมสุข
โรงพยาบาลขนาดตึก 6 ชั้น ใช้เวลาทำแบบประมาณ 6 เดือน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 เดือน 6เดือนที่ทำแบบกับ 5 เดือนที่หน้างาน มันสอนอะไรเราหลายๆอย่าง มีมิตรภาพระหว่างอ๊อฟฟิคเรากับอ๊อฟฟิคอื่นๆ มีทั้งเพื่อน ทั้งมิตร ทั้งศตรู ทั้งน้ำตา ทั้งรอยยิ้ม มีความรัก มีความเกลียด มีความภูมิใจ มีความเสียใจ มีความรู้ มีความไม่รู้ มีความลำบาก มีความสบาย แต่สุดท้ายบวก ลบ คุณ หารแล้วความสุขมากกว่าความทุกข์ แค่นี้แหละที่มนุษย์หลายคนถามหา

ปัจจุบันลายเส้นบนพิมพ์เขียวได้กลายเป็น 3 มิติ ประกอบรูปร่างเป็นโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว






ผ่านช่วงเวลาที่น่าจดจำมากไปหนึ่งช่วงเวลา ช่วงเวลาของการพักผ่อนก็บังเกิด แรงบันดาลใจในการเดินทางคราวนี้ เกิดจากการอ่านหนังสือของนิ้วกลม เรื่อง " นั่งรถไฟไปตู้เย็น " หนังสือได้เล่าถึงการเดินทางโดยรถไฟขึ้นไปทางเหนือสุดของประเทศจีนซึ่งมีความหนาวเย็นระดับติดลบทุกอย่างถูกหยุดและแข็งเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิต เราอ่านไม่ทันได้จบเล่ม เราไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์ โทรจองตั๋วรถไฟไปเหนือเกือบสุดของประเทศ "เชียงใหม่-แม่ฮองสอน" เป็นจุดหมายปลายทาง กะว่าช่วงลาพักหนาวจะอ่านหนังสือเล่นนี้ให้จบ



" ปายและแม่ฮองสอน" เป็นที่ที่เคยไปและอยากไปอีก ปายครั้งนี้ไม่แตกต่างจากความรุ้สึกเดิมๆ เห็นการเติบโตของปาย ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น เป็นแหล่งที่นักลงทุนมองหา คนขายของส่วนใหญ่ก็มาจากจังหวัดใกล้เคียง คนปายเองให้เช่าที่ เช่าบ้าน และหอบเงินที่เซ้ง ย้ายไปอยู่บนเขา บนดอย ปายเป็นแหล่งดึงดูดเงินแค่ 4-5 เดือน นอกนั้นก็จะเป็นฤดูร้อนและฤดูฝน ฤดูร้อนเองก็มีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาพักเป็นเดือนๆ นักท่องเที่ยวไทยน้อยเต็มที เคยไปช่วงหน้าร้อนทีหนึ่ง เหมือนเมืองร้าง ฤดูฝนก็ไม่ต้องพูดถึง น้ำท่วมตั้งแต่แม่น้ำปายไปจนถึงสี่แยกไฟแดง (เดี่ยวนี้มีคนตั้งซื่อให้ละ เป็นสี่แยกปายหนาว) ร้านค้าน้อยร้านที่เปิดตลอดทุกฤดู ส่วนใหญ่ร้านค้าก็ปิดตัวลง รอให้ลมหนาวมาระลอกใหม่ ปายก็จะคึกคักมีชีวิตเป็นขุมเงินขุมทองของนักลงทุนต่อไป การเลือกลงทุนในปายต้องคิดให้รอบครอบ การเซ้งบ้านระยะยาวปีต่อปี อันตราการเสี่ยงสูงมาก นักลงทุนควรระมัดระวัง







แม่ค้าขายไส้อั่วเล่าว่า "แม่ค้าส่วนใหญ่ เลือกที่จะเช่าเป็นแผงมาตั้ง ถึงเวลาก็ออกไปพักรอบนอกเมือง หมดช่วงฤดูหนาวก็กลับลงเชียงใหม่บ้าง กทมบ้าง หรือหาทำเลทองทำเงินกันต่อไป อย่างวันเคาน์ดาวน์คืน 30 ธันวา เค้าเรียกว่า "วันปายแตก" มีของเท่าไรก็หมด คนเยอะมาก คืน คืนเดียวขายได้หลายหมื่นบาท" แม่ค้าเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

อย่างเจ้าของร้าน มู MU เล่าให้ฟังว่า บางที่การเป็นเมืองเล็กๆ อย่างปาย ไม่สามารถรองรับคนจำนวนหลายหมื่นคนได้ น้ำมันหมดเมือง ไม่มีน้ำมันใช้ ข้าวหมด .....
อย่างปางอุ้ง ไปเป็นปีที่สองติดต่อกัน เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ไม่ได้เปลียนแปลงเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ ที่รู้เท่าทันความเจริญ เริ่มตั้งกฏในการเข้าพัก นับจำนวนคนเข้า-ออก



การยับยังความเจริญนั้นยากยิ่ง ถ้าจิตใต้สำนึกของมนุษย์ยังคิดแต่เรื่องเงิน เงิน และก็เงิน

การเดินทางจบลงไปพร้อมกับหนังสือของนิ้วกลม หลายคำพูดในหนังสือ ยังจำและยังติดอยุ่ในความคิด การเดินทางให้อะไรมากกว่าการอยู่เฉยๆ หลายคนเชื่อแบบนั้น

ความเดิมของตอนที่แล้วยังไม่จบลงง่ายๆ แค่นี้ ห่างหายไป ตั้งเกือบ 9 เดือน เล่าแค่นี้คงไม่ใช่ สารพัดอิง ต่อไปกันเลย

"หลวงพระบาง ประเทศ ลาว" ทริปนี้ห่างจากทริปแรกแค่ 2 อาทิตย์ การเดินทางไปหลวงพระบาง ไม่แพ้ไปแม่ฮองสอนเลย โค้งเยอะไม่แพ้กัน แต่สิ่งที่ชอบ และประทับใจไม่ใช่ที่หลวงพระบาง แต่เป็นที่ วังเวียง
" วังเวียง" เป็นทางผ่านระหว่าง เวียงจัน ไปหลวงพระบาง นักท่องเที่ยวหลายคนนั่งผ่านไป บางคนนอนพักเพื่อรอเดินทางต่อ วังเวียง เป็นเมืองเล็กๆที่มีทิวเขาสวยงาม มีแม่น้ำซอง ไหลผ่านเราไปครั้งแรกเรานึกถึงแม่น้ำปาย และอำเภอปายที่เพิ่งไปมา เพื่อนร่วมทริปที่พาเราไปให้รุ้จักวังเวียง ถามเราว่า ปายกับที่นี้ไหนสวยกว่ากัน ความรุ้สึกแรก เหมือนๆกัน มีอะไรหลายอย่างคล้ายกัน ในความรู้สึกแรก




แต่พอพักไปซักคืนสองคืน เริ่มมีอะไรหลายๆอย่างที่ปายไม่มี ความเป็นธรรมชาติของผู้คน ความเป็นธรรมชาติของบรรยากาศ วังเวียงไม่แตกต่างอะไรกับปายเมือหลายปีก่อน วังเวียงยังสวย สงบ และน่าค้นหา และยังรอคอยนักลงทุน มันทำให้มันไร้ค่า ไร้ราคา ข่าวดีของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ภายในเดือนนี้ วังเวียงจะได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นแหล่งที่ 3 ของลาว ต่อจากหลวงพระบาง โดยส่วนตัวแอบคิดในใจว่า ไม่แน่ใจว่าได้มรดกโลกด้านไหน แต่เป็นความภาคภูมิใจของคนลาวเลยละ






ว่าด้วยหลวงพระบาง บังเอิญไม่ได้ดูหนังเรื่อง สบายดีหลวงพระบาง เห็นเค้าว่าสวยนักสวยหนาแต่เราไปถึงเราว่ามันเจริญ เจริญมาก เจริญ กว่าที่ในหัวเราคิดไว้ เพื่อนที่พาเรามาบอกว่าเมือ 5 ปีก่อน ยังไม่เป็นแบบนี้เลย ตอนก่อนคนลาว นุ่งผ้าซินปั่นจักรยาน ตอนนี้ นุ่งผ้าซินขี่มอเตอร์ไซร์ ปัจจุบัน คนลาวไม่นุ่งอะไรเลย ขี่มอร์เตอร์ไซร์ 555 ( ล้อเล่น น้า ) 555
อีกไม่นาน ร้านค้าขายส่ง ขายปลีก คงเต็มเมือง เมือมาเปรียบกับเชียงใหม่บ้านเรา เชียงใหม่บ้านเราเจริญกว่าและ เก่ากว่าหลวงพระบาง ( ข้อมูลอ้างอิง .................................... ) เติมเองตามชอบใจ




เกือบลืมสิ่งที่ประทับใจมากๆๆ อีกอย่างที่นอกเหนือกว่าการใส่บาตรข้าวเหนียว คือการได้ไปเต้นสลอป (ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกหรือป่าว) การเต้นสลอปของลาว คือการเต้นพร้อมๆกัน มีเพลงและจังหวะเฉพาะ คล้ายๆจังหวะ ชาช่าช่า บ้านเรา แต่นี้เต้นพร้อมกัน เดินหน้า ถอยหลัง แตะขา หมุนตัว คนหลายสิบคนเต้นพร้อมๆกัน น่ารักดีไม่หยอก ผับที่นี้จะเต้นสลับไปมาเพลงปัจจุบันกับเพลงประจำชาติ เต้นสลอปบ้าง รำวงบ้าง โยกหัวแบบร็อคบ้าง ว่าไปตามเพลงที่เปิด





รอยยิ้มในลาวมีให้เห็นเรื่อยไป คำพูดบางคำฟังแล้วต้องอมยิ้ม ไฟเขียวไฟแดง ที่ลาว เค้าเรียกไม่เหมือนบ้านเรา ไฟแดง เรียกไฟอำนาจ ไฟเหลือง ไฟวัดใจ ไฟเขียว ไฟเสรี .................


ทริปนี้จบไปแบบนิ่มๆ เนั้นเข้าวัดทำบุญกินเบียร์(เบยลาว) ซะเยอะ จิงๆควรจะเว้นวรรคห่างกันหน่อยจะได้ดูดีขึ้น

ทริปนี้จบไปแบบนิ่มๆ เนี้นเข้าวัดทำบุญ กินเบียร์(เบยลาว)ซะเยอะ
อย่างงี้น่าจะดีกว่า

การเดินทางยังไม่จบลงแค่นี้ เมือสิ่งที่คิดและเตรียมไว้ได้ผ่านการอนุญาติจากทางบ้าน อ๊อฟฟิค และสถานทุต และสิ่งสำคัญ ใจตัวเราเอง แล้ว

หลังกลับจากเที่ยวลาว แค่ 1 อาทิตย์ ผลวีซ่าผ่าน การไปเรียนภาษาต่อที่อังกฤษจึงเริ่มต้น เตรียมตัวแค่ 1 อาทิตย์ กับระยะเวลา 1 ปี ที่อยู่ที่อังกฤษ ................





การเดินทางให้อะไรมากกว่าการอยู่เฉยๆ เราก็ยังเชื่อแบบนั้น





Friday, April 18, 2008

หลุมหลบภัย(ร้อน)



















อากาศร้อนมันมาตรงเวลาไม่เคยเลื่อนไม่เคยลืม มันมาบอกและย้ำเตื่อนเราเสมอว่า สยามประเทศของเราเป็นประเทศเมืองร้อนชื้น ...อบ อ้าว เหนียว ฝน แฉะ และอีกมากมาย แล้วแต่ใครจะเรียก ในยามที่คนทั้งโลกรุ้จัก กับสภาวะโลกร้อน แต่ คนไทย รุ้จัก โลกร้อนก่อนชาติไหนๆในโลก ยาวนานพอๆกับความนิยมของแป้งเย็นตรางู

เข้าเดือนเมษา เป็นช่วงที่อากาศในเมืองไทย เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างสมบูรณ์แบบ แสงแดดจากดวงอาทิตย์ทำงานเต็มกำลัง แต่คนไทยสมัยก่อนก็รู้ทันสภาวอากาศ คิดและริเริ่มการละเล่นผสมศิลปะและวัฒนธรรมให้เข้ากับความเป็นเมืองร้อนชิ้น อบ อ้าว เหนียว ฝน แฉะ โดยการกำหนดวันในช่วงเดือนเมษาให้มีประเพณีสงกรานต์ การละเล่นที่มีน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง สมัยก่อนอากาศร้อนน้อย ก็แค่ รดน้ำ ดำหัว สมัยนี้ อากาศ ร้อนมากขึ้น ก็เป็น รดหัว ดำน้ำ

เมือปีก่อนช่วงสงกรานต์ไปเล่นน้ำที่เชียงใหม่ อากาศร้อนแต่พอทนไหว แต่ปีนี้สงกรานต์ก็ไปเชียงใหม่ ช่วงกลางวัน อากาศร้อน ถึง ร้อนมาก สุดจะทนไหว แสงแดดที่แผดเผาลงมา ถึงกับมีอาการแสบๆคันๆ วิวระยะนกมองบนดอยสุเทพ ในเวลากลางวันแทบจะมองลงมาไม่เห็นตัวเมืองเชียงใหม่ เพราะโดนพิษของหมอกควัน ในการเผาป่า

ในสภาวะอากาศร้อนขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ยั่วยวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัส ถ้าท่องเที่ยวลงทางใต้ แสงแดดสะท้อนน้ำทะเลเห็นความเขียวความใส ราวกับในทะเลอ่าวไทยมีเพชรพลอยมาประดับล้อเล่นกับแสงแดด ระยิบระยับท้าสายตา มนุษย์โลกนัยตาน้ำข้าวยิ่งนัก ฝั่งอันดามัน ก็ไม่แพ้กัน ช่วงฤดูร้อนทะเลอ่าวไทยและอันดามันยืนท้าแดดท้าลมเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มารู้จักสนิทสนม และลงเอ๋ยด้วยการมากินอยู่ หลับนอน หลายต่อหลายคน ไปแล้วกลับมาต้องติดใจในความงาม เพราะอ่าวไทยมีเพชรพลอย อีกฝั่งก็มีไข่มุกแห่งอันดามัน

ความเย็นทีสาดใส่กันในระยะเวลา 5 วัน ช่วยให้อากาศที่เชียงใหม่ เย็นขึ้นได้พอสมควร แต่หมดเทศกาลสงกรานต์ ไอแดดก็สะท้อนพื้นถนนขึ้นมาเหมือนเป็นกะทะร้อนๆ ขนาดยาวที่ไหลเหลียวไปตามทางให้ร้อนกันได้ทั่วทั้งเมือง ช่วงเวลากลางวันที่แสงแดดลงมากระทบกับวัตถุถ่ายทอดลงมาเป็นเงา ความเข็มของสีเงา ใกล้เคียงสีดำมาก เพราะความสว่างของแสงที่ส่องลงมา เมืองเชียงใหม่ที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นลำดับต้นๆที่นึกถึง คนเมืองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะอากาศที่พลันแปรตามกาลเวลา

เราเดินสำรวจและทำการบ้านก่อนไปเชียงใหม่ไว้ระดับหนึ่ง จุดมุ่งหมายแรกๆที่นึกถึงมีหลายอย่างที่อยากทำและอยากไป เราเลือกมาหนึ่งอย่างที่อยากจะเขียนและอยากจะเล่า และให้เข้ากับเรื่องที่โปรยหัวไว้ กินพื้นที่ไปหลายบรรทัดก่อนหน้านี้
สถานที่หลบภัยร้อนในช่วงกลางวันของคนเมือง มี 2 สถานที่ร้อนๆ ที่อยากจะแนะนำและอยากให้ไป แต่ถ้าเป็นคนเมืองอยุ่แล้วคงเคยชิน และคงรู้ว่าสถานที่เหล่านี้มัน HOT และมันร้อนจิงๆ

สถานที่แรก อยู่บนถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 9 บนทำเลทอง คิดดูสิว่า มันเป็นทำเลทองขนาดไหน? ถ้าเปรียบถนนนิมมานเหมินทร์ ที่เชียงใหม่ กับ ถนนใน กทม. คงได้เป็น ถนนสุขุมวิท หรือไม่ ก็ทองหล่อ เป็นแน่แท้ ที่ดุเด็ดและเผ็ดมันไปกว่านั้น บนทำเลทองที่ว่า เป็นทำเลที่แย่งชิงการตลาดของคนคอกาแฟโดยเฉพาะ ลองเดินเข้าไปในซอย 9 ไม่ไกล ขวามือคือเจ้ามหาอำนาจของกาแฟในเมืองไทย สตาร์บัคส่งเข้าประกวด อยุ่ในมุมเขียวตุ้นๆ ด้านข้างใช้กำแพงร่วมกัน เป็นกาแฟของคนเมือง มีนามว่า กาแฟวาวี อยุ่ในมุมแดงอมน้ำตาล เลยไปนิดตรงกันข้าม กับกาแฟวาวี คือกาแฟน้องใหม่ 94 ' อยุ่ในมุมแดงเลือดหมู

3 ร้านอยุ่ในบริเวณเดียวกัน แต่ละร้านมีอารมณ์ความรุ้สึกแตกต่างกัน ตามรสชาติของกาแฟ บวกกับบรรยากาศภายในร้านและเสียงเพลงที่คลอเคลีย ข้างๆหู สถานที่แรกที่อยากจะแนะนำ คงไม่ใช่สตาร์บัค และ 94' เป็นแน่ เพราะ 2 ร้านนี้หาชม หาชิม กันได้ในหลายๆจังหวัดอยู่แล้ว ร้านที่จะแนะนำ เป็นร้านเดียวที่แย่งชิงการตลาดและ น๊อคเอ้าท์คู่ต่อสู้ลงไปแบบ 2 รุ่ม 1 ได้อย่างสบาย คือ " กาแฟวาวี "

ร้านตกแต่งโดยเอาการเอาบ้านเก่ามาทำใหม่ ด้านในบ้านติดแอร์เย็นช่ำ ภายนอกทำเป็นระเบียงไม้โดยรอบ ที่นั่ง รอมรอบไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ แสงแดด ที่ส่องผ่านร่มไม้ลงมาพอเป็นเงา ให้บรรยกาศเหมือนนั่งอยุ่ในสวนหลังบ้าน มองไปดีๆ บางต้นเป็นต้นลิ้นจี่ บางผลสีแดงรอคอยการเด็ด บางผลสีแหลืองอมแดง ยังต้องรอเวลาการเป็นลิ้นจี่ต่อไป ถึงแสงแดดภายนอกร้านจะร้อนเพียงใด ลมเย็นๆที่ผัดผ่านสวนธรรมชาติเข้ามา ก็กลายเป็นลมเย็นๆ พอให้กาแฟในแก้ว ส่งกลิ่นหอมลอยมาปะทะโสดประสาทให้รับรู้
เสียงที่ได้ยินนอกเหนือจากเสียงธรรมชาติ เป็นเสียงที่ดังมาจากลำโพง เป็นเสียง สะล้อ ซอ ซึง ตามแบบฉบับของร้านคนเมือง สิ่งที่บรรยายไปทั้งหมด มันทำให้ รสชาติกาแฟในแก้วมีชีวิตมีชีวาขึ้นมามาก เลยไม่แปลกใจเลยว่า ในฤดูร้อนที่เพิ่งเริ่มต้น ที่หลบร้อนที่นึกถึงเป็นที่ แรกๆ คงมี ร้านกาแฟวาวี ถนนนิมมาน ซอย 9 อยู่ในใจใครหลายๆคน


































































ร้านที่ 2 ที่จะแนะนำ เป็นร้านที่เพิ่งเสร็จได้ไม่นาน ร้านที่เพิ่มสีสันให้จังหวัดเชียงใหม่ ได้ไม่น้อย ตั้งอยู่บนถนนนิมมานเหมินทร์(อีกแล้ว) ซอย 17 เข้าซอยไปได้สักพักและจะเจอป้ายสีเหลื้องๆ ทรงกลมมีหู มีตัวอักษรบอกซื่อร้านเป็นสีดำ เขียนเอาไว้ว่า " iberry" แค่เห็นป้าย ความเย็นระดับเสียวฟันก็มาท้าทายเราอยู่ตรงหน้าแล้ว
ร้าน iberry ร้านนี้เพิ่งลงหนังสือตกแต่งบ้านหลายต่อหลายเล่ม ยังไม่นับรายการทีวี อีกหลายต่อหลายรายการ เสห์ของร้านนี้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างเป็นกันเอง ตามสไตล์ของเจ้าของ เจ้าของก็ไม่ใช่คนอื่นไกล " โน๊ต อุดม " ที่หลงไหลเมืองเชียงใหม่และหลงไหลเจ้าของ iberry ไปพร้อมๆกัน มันทำให้เกิดร้าน iberry สไตล์โน๊ต ขึ้นมา

โดยส่วนตัวขอชื่นชมและชื่นชอบกับไอเดียและไอติม ในร้านมากๆ เดินไปทางไหน มีแต่ลูกเล่นลูกล่อลูกชนเยอะ เต็มไปหมด ยังกับไปเดินเล่นที่สวนสนุก หน้าร้านมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ถึงใหญ่มากๆ ทางร้านที่มีไอเดียตกแต่งบันเจิด เอาชิงช้าระดับความสูงที่ห้อยมาจากกิ่งหลายเมตร มาห้อย เป็นชิงช้าที่มีเชือกห้อยสูงที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา และเป็นที่ที่คู่รักหลายต่อหลายคู่มาพักพิง

สถานที่ที่ขายความเย็น เป็นหลัก ขายความน่ารักเป็นรอง มันทำให้ อากาศที่ร้อนภายนอก มาเจอร้านที่เย็นกายและเย็นใจ อะไรๆ ที่ร้อนๆ ก็เย็นๆลงตามความเป็นกันเองของสไตล์ " โน๊ต อุดม"






































































































































































































อากาศร้อน ก็ร้อนแค่ภายนอก ภายใน เย็นๆเข้าไว้ อะไรๆ ก็สู้ได้
ท้ายที่สุด " มันก็แค่ อากาศ " พี่ตูน บอดี้สแลมเค้าบอก

Wednesday, February 13, 2008

เรื่องนี้เกี่ยวกับความรัก

......

"เห้อ! ไอ้ต้อมมึงจะซื้ออะไรให้นุชว่ะ" ไอ้ชาติหัวหน้าห้องถามด้วยสีหน้าเครงเครียด

"และมึงละ มึงจะให้ไร" ไอ้ต้อมถามกลับด้วยสีหน้าอยากรู้

"แล้วมึงจะรู้ไปทำไม " ไอ้ชาติทำเสียงดังขึ้นใส่

" อ้าว ถ้ามึงซื้อของเหมือนกู กูจะได้ไปซื้อใหม่ จะได้ไม่ซ้ำมึง " ไอ้ต้อมรีบชี้แจง

" เอ้า มึงซื้อแล้วเหรอ กูยังไม่ได้ซื้อเลย กูเลยมาถามมึงเนี้ย แล้วตกลงมึงซื้อไรว่ะ" ไอ้ชาติถามย้ำ

" งันกูไม่บอกมึงหรอก เดี่ยวมึงเลียนแบบกู กูอุตสาหลอกถามอีแป้งมันมา ว่านุชชอบไร" ไอ้ต้อมเริ่มยั่วโมโหหัวหน้าห้อง

" อ้าว ไอ้เหี้ย! กูว่าอย่างมึงนะคงซื้อได้แค่ สติ๊กเกอร์รูปหัวใจละ ว้า 5555 " ไอ้ชาติแสดงพลังและอำนาจออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ

" คนอย่างนุชนะ มันต้องเหมาะกับคนอย่างกู กูหัวหน้าห้องชาติ ลูกผู้ใหญ่แช่ม หลานกำนันโชคโว้ย ไม่เคยจีบใครไม่ติด ถ้ากูจะจีบใคร กูต้องได้"

" อ้าวและอีขวัญ ป.5 ละ มึงยังจีบไม่ติดเลย หรือไอ้เอ๋ ป.4 ห้องไอ้ไก่อ่ะ มึงก็จีบไม่ติด กูไม่เคยเห็นว่ามึงจีบใครติดสักคน"ไอ้ต้อมยั่วโมโหอีกครั้งเพราะมันรุ้ว่าไอ้ชาติดีแต่ปาก

" ไอ้เหี้ย!!! อีขวัญนั้นกูเลิกแล้วโว้ย กูเข้ากันไม่ได้ มันชอบตามตื้อกู กูเบื่อ ส่วนอีเอ๋ กูเปลี่ยนใจ กูไม่จีบเองแหละ กูว่ามันเตี้ยไปหน่อย ตอนเดินด้วยแล้วมันไม่เหมาะ "

" มันคบกันตอนไหนว่ะ และมึงสูงตายละ" ไอ้ต้อมพึงพำหลุดปากออกมา

" ไอ้ต้อมมึงว่าไรนะ " ไอ้ชาติทักด้วยสีหน้าเอาจริง

" เปล่าๆ กูแค่บอกว่า คนสูงอย่างมึงมันก็ไม่เหมาะกับอีเอ๋จิงๆ" ไอ้ต้อมทำสีหน้าเอียนๆ

" เดี่ยวพรุ่งนี้กูจะชวนนุชไปกินข้าวร้านป้าติ๋มหลังโรงเรียน กูบอกป้าไว้แล้วให้เค้าจองโต๊ะชั้น2 ข้างๆตู้ปลา กูว่ามุมนั้นโรแมนติคสุดละ

ไอ้ชาติเริ่มฝันหวานสีหน้าเริ่มเคลิ้ม

" โต๊ะนั้นกูจองแล้ว " ไอ้ต้อมหลุดปากออกมาเบาๆ

" อะไรนะ! มึงจองแล้ว มึงจะไปกินกับนุช ? นุชตอบรับนัดมึงแล้วเหรอ? เค้าไม่ว่างไปกับมึงหรอก เค้ารับนัดกูแล้วโว้ย " ไอ้ชาติอมยิ้มแบบสะใจ

" เค้ารับแล้วโว้ย !!! " ไอ้ต้อมตอบแบบทันควัน

" มึงนัดนุชกี่โมงว่ะ " ไอ้ชาติสีหน้าไร้ความมั่นใจหลังจากคำตอบของต้อมสิ้นสุดลง

" ตอนพักเที่ยง " ไอ้ต้อมยิ้มแบบมั่นใจ

" อะไรว้าเนี้ย ของกูตอนเย็นหลังเลิกเรียน "



สิ้นสุดคำตอบ ไอ้ต้อมและไอ้ชาติ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ผิดหวังกับคำตอบของทั้งคู่ เสียงลูกบาสกระทบพื้นดังเบาๆเป็นระยะพอเป็นบรรยากาศระหว่างความเงียบของสองหนุ่ม



ตาของทั้งคู่เมอลอย ยามเย็นดวงจันทร์เริ่มมาเข้างานเหมือนทุกๆวัน เสียงลูกบาสเริ่มเบาบาง ความมืดเข้ามาแทนที่ ประสาทสัมผัสด้านรับรู้ถูกปิด ในสมองคิดแต่ภาพซ้ำๆ " พรุ่งนี้ตอนเที่ยงเจอกันนะ " ....... " ค่ะ" รอยยิ้มยังฝั่งตัวอยู่ในรอยหยักในหัว เสียงที่อ่อนนุ่มถูกเล่นซ้ำด้วยเครื่องเล่นที่อยุ่ด้านซ้ายของหน้าอก


มือของไอ้ต้อมล่วงของบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกง

" เออ มึงตอบถูก กูไม่มีปัญญาซื้อของดีๆแพงๆให้หญิงหรอก กูก็มีแค่ สติ๊กเกอร์รูปหัวใจ แค่นี้แหละ " ต้อมหยิบถุงพลาสติกภายในบรรจุหัวใจสีแดงสดไว้หลายช่องหัวใจ สติ๊กเกอร์ที่เก็บไว้ข้ามปี รอคอยการติดแน่น ข้างๆกันมีเงินชนิดแบงค์และชนิดเหริยญอีกหลายกำมือ เป็นการเก็บเล็กผสมน้อยเพื่ออาหารกลางวันในวันแห่งความรักและกับคนที่รัก


" เอ้า...ไหนมึงบอกว่าถามอีแป้งมาแล้วไง"

" กูไม่ได้ถามหรอก เพราะถ้ากูรู้ก็ไม่มีปัญญาซื้อให้อยุ่ดีแหละ กูก็เลยไม่ถาม" ไอ้ต้อมก้มหน้าตอบ แสงสว่างเหลือน้อยเต็มที

" เออ กูเห็นนุชบอกว่าจะพาเพื่อนไปกินด้วย กูว่า มันคงเห็นว่ากูรวยมั่ง ก็คงจะไปล่มทับกู ... กูไม่เข้าใจเลยนะเว้ย ทำไมผู้หญิงที่กูจีบแต่ละคน แม่งหวังจะกินเงินกู .... อย่างว่า กูแม่งไม่หล่อเหมือนไอ้พล มันนิ แม่งวันวาเรนไททีไร เสื้อแม่งมีแต่สติ๊กเกอร์ กูแม่งเดินเสื้อขาวทั้งวัน ไม่เห็นมีใคร แปะกูซักคน "

" อ้าวไหน มึงบอกว่ามึงจีบใครก็ติดไง " ไอ้ต้อมอมยิ้มแหย่ ไอ้ชาติอีกดอก

" ไอ้เหิ้ย !!! กูเลือกจีบโว้ย ที่ผ่านมากูเล่นๆ กูยังไม่เอาจิง " ไอ้ชาติอมยิ้มกับคำขี้คุยก้อนโต ที่หลุดออกมาจากปาก


" เดี่ยวหรุ่งนี้มึงค่อยดู เสื้อกูจะมีแต่สีแดง สติ๊กเกอร์รูปหัวใจล้วนๆ ไอ้ชาติหัวหน้าห้องซะอย่าง 555"


ไอ้ต้อมยิ้มรับกับบรรยากาศที่เป็นกันเอง ในสมองคิดว่าอย่างน้อย ก็มีเงินกินอาหาร ในวันที่ธรรมดา ได้อีกหลายวัน



ตอนนี้ท้องฟ้ามีแต่ดวงดาว ความมืดเข้ามาแทนที่แบบเต็มตัว
แต่กลับกัน ตาของ ชาติ กับ ต้อม สว่าง พอมองเห็นทางกลับบ้าน
ในมือของต้อม ยังกำหัวใจสีแดงของตัวเองไว้แน่น
สติ๊กเกอร์ยังรอคอยการแปะติดในปีต่อๆไป







Saturday, January 19, 2008

นิทรรศการ ภาพถ่าย เวียดนาม '08

ห้องที่ 2 เปิดให้บริการแล้วคับ


ห้องที่ 1



ห้ามสัมผัสรูปถ่าย
ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามารับประทาน
ห้ามส่งเสียงดังขณะชมนิทรรศการ














































































ห้องที่ 2






































สนใจภาพไหนติดต่อสอบถามราคา ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า
หรือทิ้งที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ไว้ทางเราจะติดต่อกลับไป

ห้องที่ 3 จะเปิดให้เข้าชม เร็วๆนี้